การเดินทางด้วยรถสาธารณะอย่างรถเมล์ช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางก็จริง แต่ก็เฉพาะกรณีเปรียบเทียบกับการเดินเท้าเท่านั้น การเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนบุคคลยังคงเป็นที่ใฝ่ฝันของใครหลายๆคน หรือบางคนก็อาจจะเป็นจริงไปแล้ว

แต่โชคไม่เข้าข้างเราตลอดหรอกครับ วันดีคืนดีอาจมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันมาทำให้คุณต้องใช้บริการรถเมล์ก็เป็นได้ ความเป็นไปได้มีอยู่มากมาย เช่น โป๊ะล่ม รถเสีย รถชน ยางรั่ว น้ำมันหมด น้ำท่วม และอีกสารพัดจะกล่าว เพื่อเป็นการเตรียมตัวสำหรับผู้ที่ไม่ค่อยจะได้ใช้บริการรถเมล์เท่าไหร่ วันนี้ผมจึงขอนำเสนอวิธีการนั่งรถเมล์อย่างถูกสุขลักษณะ หลีกเลี่ยงดราม่าที่ไม่จำเป็น เผื่อไว้ในคราวคับขันที่จะต้องใช้บริการรถเมล์ จะได้ใช้อย่างสบายใจ ไม่ต้องไปนั่งให้คนขับด่าแม่ หรือไปนั่งแล้วด่าแม่คนขับในใจ

บทความนี้รวบรวมมาจากประสบการณ์ตรงในการขึ้นลงรถเมล์ทั่วกรุงเทพของผมกว่า 10 ปี ดังนั้นท่านสามารถมั่นใจได้ว่าข้อมูลไม่เหลวไหล และใช้งานได้จริง

 

ก่อนอื่นผมขอเสนอเกล็ดความรู้พื้นฐานที่ท่านควรรู้เกี่ยวกับตัวรถเมล์ก่อนครับ

1. ถ้าเรียงตามลำดับพาวเวอร์และความสามารถในการมีปากเสียงบนรถแล้ว รูปแบบส่วนใหญ่ที่ท่านจะเจอก็คือ

นายตรวจ >> กระเป๋า >> คนขับ >> ผู้โดยสาร

แต่ในบางสถานการณ์ท่านอาจจะพบว่าคนที่มีพลังสูงสุดคือคนขับก็เป็นได้

2. ความกวนส้นเท้าส่วนใหญ่จะแปรผกผันกับขนาดของรถ ยิ่งเป็นรถเล็กก็ยิ่งตอแยยากครับ แต่ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่อย่าไปดราม่าด้วยจะดีที่สุด

3. รถเมล์สายเดียวกันอยู่ใกล้กันจะเกิดแรงผลัก ข้อนี้สำคัญมากหากท่านพบเห็นรถเมล์สายเดียวกับที่ท่านนั่งอยู่ข้างๆเมื่อไหร่ รัดเข็ดขัดให้แน่นทันทีครับ (อะไรนะ! ไม่มีเรอะ) เพราะหลังจากนั้นคนขับกำลังพาท่านเข้าสู่โหมด F-1

4. คนขับรถมักมีอาวุธคู่กายเสมอ วางมันไว้ใกล้ๆตัวเขาน่ะแหละ ขึ้นไปแล้วลองมองหาดีๆครับ ท่านอาจจำเป็นต้องหลบวงสวิงในบางครั้งบางคราว

 

โอเคครับ ข้อควรทราบทั้งหมดเราก็ได้รู้กันแล้ว ทีนี้เรามาดูกันดีกว่าว่าจะขึ้นรถอย่างไรให้ปลอดภัยไร้ดราม่า

1. เมื่อต้องการลงให้กดกริ่งก่อนลง 1 ครั้งก่อนถึงป้ายเสมอ กฎข้อนี้ดูเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยรายละเอียดล้ำลึกมาค่อยๆดูกันครับ ก่อนจะลงครั้งใดท่านควรจะกดกริ่งเสมอครับ ถ้าไม่กดแล้วรถขับไม่จอดอันนี้ไม่สามารถว่าเขาได้ อันนี้เป็นกฎสากลโลก

ขอย้ำว่าในการกดให้กระทำการเพียงครั้งเดียวเท่านั้น หลายๆคันไม่ค่อยถือสาหากท่านจะกดสัก 2-3 ครั้งเพื่อความสะใจ แต่หลายๆคันก็ซีเรียสกับเรื่องนี้มากครับ ถ้าคุณเป็นคนเดียวที่รอจะลงป้ายนั้นแล้วทำให้พณฯท่านคนขับไม่พอใจด้วยการกดกริ่งรัวๆ (คืออย่าไปนึกว่ามันเป็นปุ่ม Like ครับ) ท่านจะถูกเพิกเฉยไปในทันที และอาจต้องไปรอลงป้ายหน้า หรือ 2-3 ป้ายถัดไป

เวลากดให้กดก่อนถึงป้ายซัก 2-3 ร้อยเมตร อย่าไปกดแบบกระชั้นชิดครับ ไม่ต้องรอให้รถถึงป้ายพอดีแล้วกด เพราะนี่ไม่ใช่ Music Game การกดใกล้ถึงป้ายหมายถึงท่านไม่ต้องการจะลงป้ายนี้ พณฯท่านคนขับจะเข้าใจ (หรือแกล้งเข้าใจ) ว่าท่านต้องกดจะลงป้ายหน้า จริงๆข้อนี้จะไปว่าเขาก็ไม่ได้ครับเพราะยังไงคนขับก็ต้องเตรียมตัวจอดป้ายครับ การกดก่อนจะช่วยให้เขาสามารถกะเวลาให้การจอดได้ดีขึ้น ดังนั้นทุกครั้งที่ขึ้นถ้าไม่แน่ใจว่าป้ายอยู่ช่วงไหน ให้ถามกระเป๋าก่อนแล้วก็อย่าลืมคอยระแวดระวังเสมอครับ

2. กรุณาเตรียมเศษเงินให้พร้อมทันทีที่กระเป๋าจะเข้ามาเก็บเงิน เงินควรจะเตรียมตัวไว้ตั้งแต่ก่อนขึ้นครับ อย่าขึ้นไปแล้วเงอะๆงะๆกระเป๋าเข้ามาก็ยังทำงงๆอยู่ อาจถูกวิจารณ์ว่าท่านเป็นคนไม่รู้จักเตรียมตัวได้ ที่สำคัญคือต้องจ่ายเป็นเศษเงินที่กระเป๋าสามารถทอนได้นะครับ ขึ้นรถ 8 บาทจ่ายแบงค์ร้อย หรือขึ้นรถแอร์จ่ายแบงค์ห้าร้อยอันนี้ก็ไม่ไหว ท่านอาจถูกมองหน้าแบบหยามศักดิ์ศรีอย่างรุนแรง และอาจได้รับการทอนเงินที่ช้า อาจไม่ได้เลย หรือได้กลับมาเป็นเหรียญบาทสะใจท่าน

3. เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ชิดในได้ควรจะชิดในครับ เวลาขึ้นรถเมล์ประโยคที่ออกจากกระเป๋ามากที่สุดก็คือชิดในนี่แหละครับ รถเมล์ก็อยากได้ผู้โดยสารเยอะๆ แต่ผู้โดยสารหลายคนก็ขี้เกียจจะขยับ แต่อยากให้ช่วยขยับนิดนึงครับ “แบ่งๆกันไป” นี่เป็นประโยคสุดคลาสสิกที่ท่านจะได้ยินเวลาที่รถแน่น

4. พยายามลงตามป้ายเท่านั้น หลายคนเป้าหมายที่ต้องการไปอาจเป็นกึ่งกลางระหว่างป้ายสองป้ายพอดี ซึ่งถ้าเป็นไปได้ก็ลงซักป้ายนึงแล้วค่อยเดินเอาครับ อย่าไปขอลงระหว่างทาง ซึ่งมันจะอันตรายมาก โดยส่วนใหญ่คนขับจะไม่ให้อยู่แล้ว ยกเว้นรถติดมากจริงๆเขาก็จะให้ครับ แต่โดยทั่วไปอย่าทำเพื่อความสะดวกของตนเองคนเดียวเลยครับ ต้องรักษาระเบียบวินัยบ้าง

5. ข้อสุดท้ายคืออย่าใช้อารมณ์ในการคุยกับคนขับ ผมเคยเจอรถเมล์ที่ขับได้หวาดเสียวมาก ซึ่งผู้โดยสารคนนึงที่นั่งอยู่หลังคนขับพอดีก็เกิดไม่พอใจ ตะโกนด่าซะงั้น คนขับไม่ตอบอะไรแต่กลับขับได้หวาดเสียวยิ่งขึ้นเข้าไปอีก อารมณ์ประมาณประชดประชันกลับ ดังนั้นไม่ว่าเกิดเหตุอะไรให้ใจเย็นๆเข้าไว้ครับ ให้อารมณ์แล้วไม่เคยเกิดประโยชน์

หัวข้อคราวนี้อาจจะดูเสื่อมๆไปหน่อย แต่รับรองว่าเนื้อเรื่องมีศีลธรรม และเต็มเปี่ยมไปด้วยไอเดียการนำไปใช้ครับ
 
เรื่องของเรื่องคือห้องน้ำผู้ชายมันก็จะมีข้อแตกต่างจากห้องน้ำผู้หญิงอย่างหนึ่งซึ่งมันก็คือมีโถฉี่นั่นเอง ซึ่งมันเป็นส่วนที่สร้างกลิ่นให้กับห้องน้ำไม่น้อยเลยทีเดียว เนื่องจากพื้นที่หน้าตัดในการสร้างกลิ่นมีมาก แถมบางรุ่นน้ำตอนที่กดก็ออกมาล้างไม่ทั่วถึง หรือหนักกว่านั้นคือบางคนไม่กดก็มี แถมบางทีมันก็เสียเองอีกต่างหาก
 
1) วิธีแก้ไขอย่างง่ายที่สุดที่ใช้กันก็คือใช้ "ลูกเหม็น" ครับ วางลงไปภายในโถเลย ส่วนใหญ่ก็วางตามความศรัทธาครับ มีตั้งแต่ลูกเดียว 2-3 ลูก หรือแม้กระทั่งใส่มันเป็นโหล แต่ผมยืนยันครับว่าลูกเดียวนี่ไม่ช่วยครับ ไม่เกิดความแตกต่างแม้แต่น้อยเลย บางทีใส่เป็นโหลก็ไม่ค่อยได้ผมด้วยซ้ำไป
 
2) อัพเกรดขึ้นมาให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นก็จะเริ่มใช้มะกรูดครับ เป็นลูกๆไม่เล็กเลยทีเดียววางลงไปแทนที่ลูกเหม็นซะ ซึ่งมันก็ช่วยได้เหมือนกันครับ บางทีก็ใช้สูตรผสมวางมันทั้งมะกรูดทั้งลูกเหม็นนั่นเลย (กลิ่นมันก็ตีๆกันอยู่นะ)
 
3) แน่นอนครับว่าหลายๆทีถึงจะวางมะกรูดเอาไว้ในโถก็ยังไม่ช่วยเท่าไหร่อยู่ดี กลิ่นยังคงตลบอบอวนในหลายๆครั้งของการทำธุระ ก็เลยเกิดนิกายใหม่ในการแก้กลิ่นขึ้นมาครับ คราวนี้เราเริ่มรู้กันแล้วว่าจะใช้ลูกเหม็นหรือมะกรูดก็ยังไม่ช่วยเท่าไหร่เนื่องจากเราใช้ตำแหน่งในการวางผิดครับ!!
 
สิ่งที่เป็นสาเหตุที่แท้จริงของกลิ่นไม่ใช่ตัวกลิ่นเอง แต่เป็นอวัยวะในการรับกลิ่น
 
ด้วยเหตุนี้เองหลายที่ก็เลยเอาทั้งมะกรูด ทั้งลูกเหม็นออกมาวางนอกตัวโถ วางมันเอาไว้ใกล้ๆที่กดน้ำบ้าง ตรงส่วนที่วางกระเป๋าบ้าง เพื่อให้กลิ่นของลูกเหม็นกับมะกรูดเข้าถึงจมูกเราก่อนครับ
 
ขอสารภาพว่าวิธีนี้มันช่างครีเอทยิ่งนัก ขอคารวะในภูมิปัญญาชาวบ้านของคนต้นคิดครับ

เตือนภัยผู้ใช้มือถือ

posted on 29 May 2011 19:57 by remixman
ประมาณต้นปีที่แล้วนี่เองที่ผมเพิ่งจะมีมือถือใช้กับเขา ด้วยเหตุที่ว่าต้องติดต่องานอะไรหลายอย่าง ก็เลยต้องมีใช้จริงๆจังๆซักที หลังจากที่ไม่สามารถตามตัวได้ หรือต้องตามตัวด้วยเบอร์คนอื่นมาหลายปี
 
 
ผมเองไม่ได้มีประสบการณ์ในการใช้มือถืออะไรมากมาย จนถึงตอนนี้ผมใช้มาได้แค่ปีเศษๆเองด้วยซ้ำ แต่สิ่งนึงที่ผมพบเจอแล้วคิดว่าหลายๆคนน่าจะประสบพบเจอมาหมดแล้ว ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกประหลาดอะไร นั่นก็คือการโทรมาขายประกันครับ
 
 
เช้าวันนึงในช่วงปิดเทอมเดือนตุลาคม ผมตื่นขึ้นมาพร้อมกับรีบอาบน้ำแต่งตัวผิดปกติ เนื่องจากกำลังจะเข้าไปที่มหาวิทยาลัยเพื่อไปพบอาจารย์ หลังจากอาบน้ำเสร็จไม่นาน มือถือก็ดังขึ้น ตอนแรกผมคิดว่าเป็นอาจารย์โทรมาแต่ดูเบอร์แล้วก็ไม่ใช่ เป็นเบอร์ที่ไม่ทราบเจ้าของ ผมก็รับตามปกติ ได้ยินเสียงผู้หญิงพูด เท่านั้นแหละครับ เขาก็เริ่มถามนู้นถามนี่ ผมก็ชักเริ่มรู้แล้วเหมือนกันว่ามันต้องมาขายประกันแน่ๆ
 
 
ครั้นจะวางลงทันทีก็ดูไม่มีมารยาทไปหน่อย จะให้รับฟังต่อผมก็เบื่อจะฟังเหมือนกัน ก็เลยวางเอาไว้ในที่ไกลตัว อยากพูดอะไรพูดไป พูดพอแล้วเขาคงวางละมั้งครับ โอเค ได้ผล คาดว่าคงพ่นจนเบื่อ ไม่ก็เห็นผมไม่ตอบโต้เลยวางไป
 
 
เหมือนผมจะรีบตื่นไปหน่อย ยังเหลือเวลาอีกเยอะเพราะนัดอาจารย์ไว้ตอนบ่าย ผมนั่งเล่นคอมต่ออีกนิดหน่อยแบบไม่รีบร้อน ผ่านไปเกือบชั่วโมงก็มีโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง ผมชำเลืองดูเป็นเบอร์ไม่ทราบเจ้าของอีกแล้ว ว่าจะไม่รับ แต่มือผมก็กดไปแล้วซะนี่ เอาวะ คุยหน่อยจะเป็นอะไร
 
 
ผม : สวัสดีครับ
 
ฝ่ายนู้น : สวัสดีค่ะ ใช่คุณพิสิษฐ์รึเปล่าคะ
 
ผม : ...ใครนะครับ (แอบแกล้งงง แต่ที่งงจริงคือรู้ชื่อตูได้ไงวะ)
 
ฝ่ายนู้น : คุณพิสิษฐ์ค่ะ
 
ผม : ที่นี่ไม่มีคนชื่อนี้นะครับ
 
ฝ่ายนู้น : ขอโทษค่ะ งั้นคงโทรผิด ขอบคุณค่ะ
 
 
เห้อ.. โล่ง แต่รู้สึกคราวนี้จะรามือง่ายผิดปกติแฮะ สงสัยมุขผมได้ผล ยอดจริงๆเรา หลังจากนั้นผมก็ออกจากบ้านมุ่งหน้าไปพบอาจารย์ตามที่นัดไว้
 
 
ไปถึงก็คุยกันหลายเรื่อง แต่เรื่องที่ช็อคที่สุดคือ อาจารย์ถามผมว่าได้รับเช็ครึยัง ผมบอกว่ายังไม่ได้ อาจารย์ก็เลยบอกผมว่าอาจารย์ฝากบอกเจ้าหน้าที่ที่ภาคไว้แล้วนะ ว่าถ้าเช็คออกก็ให้โทรไปหา อาจารย์ให้เบอร์โทรผมไปด้วย เช็คก็น่าจะออกมาได้ซักพักแล้ว เขาไม่โทรไปเลยรึ
 
 
ซวยแล้วไง! ใช่ที่โทรมาตอนเช้าเปล่าฟะเนี่ย ดันโทรมาหลังขายประกันผมก็ผวาหมดสิ หลังจากนั้นก็พยายามแบกหน้าไปหาพี่เขาเพื่อรับเช็ค แล้วผมก็ต้องสารภาพความจริงกับพี่เขาไปว่าผมเป็นคนรับเองแหละ แต่ปฎิเสธว่าไม่ใช่เพราะนึกว่าโทรมาขายประกัน
 
 
 
 
เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้