ตะลุยภูฏาน

posted on 17 Apr 2012 19:32 by remixman directory Travel, Diary
สงกรานต์ที่ผ่านมา ผมหนีร้อนไปพึ่งเย็นที่ภูฏานมาครับ เลยได้เรื่องมาเล่าให้ทุกๆท่านฟัง และเก็บไว้เป็นความทรงจำของตนเองนิดหน่อย มาดูกันเลยครับว่าผมได้ไปประสบพบเจออะไรมาบ้างที่ประเทศแห่งนี้
 
 
หลังจากที่ไปถึงวันแรกๆ ความคิดวูบแรกคือ "ตูมาผิดประเทศเปล่าฟะ" นี่มันญี่ปุ่นยุคโบราญชัดๆ
 
แม่มยังกะปราสาทโชกุน
 
ไอต้นแบบนี้ก็เหมือนเห็นในภาพวาดญี่ปุ่นบ่อยๆ
 
ชุดพี่แกก็ช่างคลับคล้ายเหลือเกิน
 
 
คือมันก็ไม่ได้เหมือนขนาดนั้นครับ แต่มันคล้ายอย่างไม่น่าเชื่อ ขนาดเด็กภูฏานคนนึงเจอหน้าผมแล้วยังทักผมว่า "Konnichiwa" (ใครสอนเอ็งเนี่ย)
 
 
ปูมหลังประเทศนี้ผมก็คงไม่เล่ามาก เพราะหลายคนน่าจะรู้อยู่แล้ว หรือถ้ายังไม่ทราบก็เปิดวิกิพีเดียโลดเลยครับ ผมขอแนะนำเกล็ดเล็กเกล็ดน้อยตามที่ผมเห็นมาน่าจะดีกว่า
 
 
ที่อยู่อาศัย
  • ที่ที่ไม่ใช่เขตเมืองของที่นี่ดูชนบทมากครับ (มันก็ต้องยังงั้นสิ)
  • แต่ไม่ว่าจะในเมืองหรือนอกเมือง บ้านเรือนที่นี่ห้ามสร้างเกิน 5 ชั้นครับ (ด้วยเหตุผลเรื่องแผ่นดินไหว)
  • บ้านส่วนใหญ่ที่ผมเห็นก็หนึ่งถึงสองชั้นเท่านั้นเอง

 

บรรยากาศโดยรวม (แถวนี้ไม่ใช่เมืองครับ)

 

มีพื้นที่ทำไร่ทำนากันตามประสาชนบททั่วไป

 

พอเข้าเมืองก็จะดูไฮโซขึ้นมาหน่อย ตามภาพครับ (ตอนแรกผมนึกว่าจะไม่ได้เจอบรรยากาศเมืองซะแล้ว)

 

การเดินทาง

  • การเดินทางที่นี่ส่วนใหญ่ก็ใช้รถยนต์ครับ
  • เส้นทางส่วนใหญ่ก็เป็นเขา ซ้ายก็เขา ขวาก็เขา ข้างหน้าข้างหลังก็เขา มองไปทางไหนก็เจอแต่เขา (มองไปบนหัวตัวเองก็เจอแฮะ)
  • รถที่นี่ขับกันไม่เร็วเท่าไหร่ ด้วยเหตุผลก่อนหน้า
  • รถที่นี่ให้ทางกันเสมอครับ คันไหนขับช้าแล้วมีคนจะแซงก็จะขับช้าลงหรือไม่ก็หยุดไปเลย ให้คันหลังแซงขึ้น
  • ที่เน้นเดินเอาก็มีไม่น้อย
  • รถจักรยานกับมอเตอร์ไซค์ก็มีบ้าง แต่หายากมากกกกกก

 

รถ TAXI ก็มีนะเธอว์

 

อื้อเลย มันเป็นอู่เรอะ

 

เท่าที่ผมเห็นรถทุกคันจะเอาของวางไว้ข้างบนครับ ไม่ว่าจะแท็กซี่ รถตู้ เกือบทุกรถน่ะแหละ

 

รถบรรทุกจะแต่งกันแบบขลังๆแบบนี้ทุกคัน

 

ส่วนคันนี้.....

 

การท่องเที่ยว

  • สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่นี่ก็เป็นวัด ไม่ก็สถานที่ราชการ
  • สถานที่ราชการที่นี่จะเป็นวัดไปในตัว มีพระอยู่ (อันนี้ผมว่ามันเจ๋งดีนะ เข้าท่ามากๆ)
  • เณรที่นี่ใช้ Android ครับ (เหยดดด)
  • วัดชอบอยู่บนภูเขาสูง รถยนต์เข้าไม่ถึง
  • เวลาไปเที่ยวก็ต้องเดินเท้าเปล่ากันเป็นชั่วโมงๆ
  • เดินกันครึ่งวันก็เจอมาแล้ว เหนื่อยสลัด
  • บางที่มีม้าให้บริการครึ่งทาง แต่ผมละโคตรสงสารม้าเลย ต้องแบกคนปีนเขา เดินไปก็หอบไป
  • นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่ผมเห็นเป็นฝรั่งซะส่วนใหญ่ รองมาก็คนไทยกับคนญี่ปุ่น
  • สนามบินที่นี่เล็กมากกกกกกกครับ มีเครื่องบินอยู่ไม่กี่ลำ (ได้ยินว่า 2-3 ลำเองนะ)
  • โรงแรมนี่แทบจะไม่เห็นเลยด้วยซ้ำ
  • โรงแรมหลายที่ก็สภาพรับได้ยากเล็กน้อย (ที่ผมเจอคือผ้าเช็ดตัวนี่ความสะอาดระดับเดียวกับผ้าเช็ดเท้าทีเดียว)
  • ว่ากันว่าที่นี่จำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวต่อปีด้วยครับ ปัจจุบันอยู่ที่ 20,000 คนต่อปี

ในวัดครับ (โปสเตอร์น่ารักดีเลยถ่ายมาด้วย)

 

ที่ไหนหว่า ลืมไปแหล่ว

 

ในวัดเป็นที่เรียนหนังสือของเหล่าเณรน้อยด้วย (แต่ไม่เห็นภาพเรียนเลย เห็นแต่เณรถือลูกฟุตบอล)

 

ที่นี่เรียกว่า "รังเสือ" แต่ข้างในดันไม่มีเสือ มันดูหลอกลวงพอๆกับ "ปูอัด" แต่มันไม่มี "ปู" ยังไงยังงั้นเลย

 

 

อาหาร

  • ส่วนใหญ่ที่ผมเจอมันคล้ายๆอาหารอินเดียหมดเลยนะ
  • ร้านอาหารนี่บุฟเฟห์ตลอด (เหมือนจะหรู แต่จริงๆแล้วเป็นโมเดลที่ประหยัดมาก กินได้เท่าไหนก็กินเท่านั้น ไม่ต้องเสิร์ฟเยอะ และส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวก็กินกันไม่ได้แหงๆ)

 

แอบงงว่ากินกันแต่ "ไวไว" หรือไงหว่า ไปไหนก็เจอซองตกเต็มไปหมด

 

เจอเยอะจริงๆนะ นี่ถ่ายอยู่ข้างนาครับ

 

ร้านขายของชำในเมือง ส่วนใหญ่ของมัน import จากไทยไม่ก็อินเดีย

 

รูปนี้กับรูปข้างบนดูแล้วมีอะไรคุ้นๆกันบ้างมั้ยเอ่ย

 

สัตว์ประจำชาติ

 

 

  • สัตว์ประจำชาติของที่นี่คือ "ทาคิน" ครับ เขาบอกว่ามีที่นี่ที่เดียวเท่านั้น ตัวเป็นวัวหัวเป็นแพะ และกินไผ่เป็นอาหาร (ยังกะแพนด้า)
  • แต่ที่ผมเอารูปหมาขึ้น เพราะที่นี่หมาเยอะมากกกกกกกกก (จนมันน่าจะเป็นสัตว์ประจำชาติมากกว่า)
  • หมาที่นี่ดูลัลล้ากันทุกตัว วิ่งเล่นกันสนุกสนานเบิกบานหฤทัย

นี่คือ "ทาคิน" ที่ว่าครับ

 

สัตว์ทั่วๆไปก็เหมือนๆบ้านเราครับ

 

กีฬาประจำชาติ

 

 

  • กีฬาประจำชาติที่นี่คือฟุตบอลครับ ไปไหนมาไหนก็เจอแต่คนเตะบอล
  • ข้อเมื่อกี้พูดเล่นครับ จริงๆแล้วมันคือธนูต่างหาก แต่คนมันเล่นน้อยกว่าบอลจริงๆนะ
  • สนามบอลที่นี่เยอะและทั่วถึงพอควรครับ (แต่ไม่ได้เป็นสนามมาตรฐานอะไรนะ แค่เป็นลานกว้างๆแล้วก็มีโกลเท่านั้นเอง)

 

 

ยืนใกล้ๆเป้าระวังจะโดนยิงเอา

 

อากาศ

  • เย็นพอสมควรครับ แต่ใส่เสื้อผ้าหลายชั้นหน่อยก็อยู่
  • ใครว่ายิ่งสูงยิ่งหนาว เลยเดินขึ้นเขาสิจะรู้ว่ามันไม่เย็นเลย (เหงื่อโทรม)
  • กลางวันบางที่ก็แอบร้อนนะ แต่ไม่มาก

 

ไลฟ์สไตล์

 

  • ที่นี่ไม่ค่อยมีเทคโนโลยีอะไรเท่าไหร่ครับ
  • ไม่ได้มีอะไรให้ทำมากมาย เวลาของวันนึงเลยยาวนานมากกกก
  • แต่ตามเมืองก็หรูขึ้นมาหน่อย
  • สวนสาธารณะเยอะดี พวกสถานที่สาธารณะที่นี่ผมว่าดีเลยนะ

มีหนังให้ดูด้วยนะ ไม่น่าเชื่อ

 

สวนสาธารณะส่วนใหญ่ก็มานั่งชิลกันเป็นครอบครัว ดูสบายไปอีกแบบ

 

สวนสาธารณะบางที่นี่มันก็อารมณ์บางแสนชัดๆ (ถึงจะไม่ติดทะเล)

 

เจอมากับตัว

  • คือนักท่องเที่ยวที่นี่น้อยครับ ระบบเลยเห่ยเป็นเงาตามตัว
  • วันแรกที่ผมมาถึง คนในสนามบินน้อยมาก แต่ตอนตรวจคนเข้าเมืองเขาไม่เจอชื่อผมในรายการคนที่ขอวีซ่า
  • ทั้งๆที่คนมากับผมผ่านไปได้ทุกคน แต่เขาก็นั่งจ้องคอมแก้ไปแก้มาก็ไม่มีชื่อผมซักที
  • บั๊คแน่ๆ บั๊คแหงๆ
  • นึกว่าจะไม่ได้เข้าซะแล้ว แต่เขาใจดีกรอกชื่อผมเข้าไปใหม่เองเลย (เหยดดด)
  • ขากลับก็ยังมีปัญหาที่นั่งบนเครื่องบินไม่พอจำนวนผู้โดยสาร (ได้ไง)
  • ทางสายการบินเลยแก้ปัญหาด้วยการ Random ผู้โดยสารออก (ห๊ะ!)
  • โอกาสที่คุณจะได้อยู่ต่อนี่มันมากกว่าถูกหวยรางวัลงามๆตั้งไม่รู้กี่หมื่นเท่า
  • นอกจากของกินแล้วแทบจะไม่ต้องหาซื้ออะไรเลยครับ ไม่ค่อยมีขาย
  • ดังนั้นอย่าถามถึงของฝากนะครับ ไม่รู้จะซื้ออะไรมา (ดักเลย :P)

 

รูปจิปาถะที่ผมถ่ายมาครับ

 

 

พบกันเมื่อชาติต้องการครับ แล้วก็สวัสดีปีใหม่ไทยด้วยนะครับ

สมัยก่อนครูอาจารย์ และผู้ปกครองมักเป็นห่วงเด็กที่ชอบอ่านการ์ตูน กลัวว่าเด็กเหล่านี้จะใช้เวลาสนใจอยู่แต่กับหนังสือการ์ตูนที่ตัวเองชอบ แล้วละเลยเรื่องการเรียนไป หรือว่าเอาใจใส่ได้ไม่เต็มที่ บางคนก็ไม่ชอบที่จะอ่านหนังสือ แต่กลับสามารถอ่านหนังสือการ์ตูนได้ประหนึ่งว่ามันไม่ใช่หนังสือ
 
ผลที่ได้คือมีหลายคนที่คิดจะเอาการ์ตูนกับความรู้มารวมเข้าด้วยกันเป็นการ์ตูนความรู้ ด้วยความมุ่งหวังว่าเด็กจะชอบอ่านหนังสือที่เป็นวิชาการมากขึ้น เนื่องจากมันอ่านง่ายเพราะมีรูปประกอบ
 
[]
 
ลองมองย้อนกลับไปดูครับ ถึงช่วงแรกๆของการ์ตูนแบบนี้ ที่ต้องเอาโดราเอมอนมาเป็นจุดขาย เพื่อให้มีความรู้สึกว่าน่าสนใจ แทบจะไม่มีตัวการ์ตูนที่เป็นออริจินอลแต่อย่างใด แต่ทุกวันนี้ถ้าลองได้ไปเดินดูตามร้านหนังสือจะพบว่ามีการ์ตูนแบบนี้อยู่มากมายทีเดียว แถมยังเป็นตัวการ์ตูนแบบออริจินอลซะด้วย ผมเองในฐานะคนรักการ์ตูนและคนที่ชอบอ่านหนังสือวิชาการ(เรอะ?)คนนึงก็เลยต้องคอยเข้าไปสอดส่องอยู่เสมอ (ล่าสุดมีหนังสือการ์ตูนสอนใช้ Microsoft Word, Excel, Power Point ด้วยนะเอ้อ)
 
ความคิดแว่บแรกของผมหลังจากที่ได้ลองอ่านหนังสือประเภทนี้หลายๆเล่มคือ "มันยัดเยียดเกินไป" ผมเข้าใจว่าเนื้อหามันก็ต้องแน่นประมาณนี้ เพราะส่วนใหญ่จะแบ่งแต่ละเล่มเป็นเรื่องๆชัดเจนว่าจะพูดถึงอะไรบ้าง และพยายามยัดเนื้อหาให้ใกล้เคียงกับเนื้อหาในหนังสือเรียนมาก
 
ผมลองนึกย้อนกลับมาถึงการ์ตูนหลายเรื่องที่เคยอ่าน ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเน้นไปที่เนื้อเรื่องมากกว่าความรู้ที่ได้ แต่ผมรู้สึกว่าความรู้บางอย่างที่อ่านเจอ ผมจะจำได้แม่นยำกว่าและก็เข้าใจได้มากกว่า เหมือนว่ามันมีบริบทหลายอย่างที่ผมเห็นได้จริง และที่สำคัญเราได้เรียนรู้มาแบบเนียนๆ ถึงแม้ว่าความรู้ที่ได้มันจะน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณเนื้อเรื่องที่อ่านไปก็เถอะ
 
ยังมีการ์ตูนอีกประเภทที่อ่านแล้วรู้สึกว่ามันให้ความรู้ในเรื่องนั้นๆแบบเนียนๆ และให้แรงบันดาลใจได้อย่างแรงกล้า ยกตัวอย่างง่ายๆอย่างการ์ตูนทำอาหารที่หลายเรื่องก็ใส่เคล็ดลับหรือสูตรการทำอาหารมาด้วย ซึ่งหลายคนก็สามารถทำตามเองได้ แต่ที่สำคัญคือการที่มันเน้นให้คนอ่านรู้สึกถึงความเท่ของตัวเอก ที่มีความสามารถในการทำอาหาร ทำให้หลายคนเริ่มอยากจะทำตาม
 
ตัวผมเองชอบเรื่อง Hikaru no GO มากครับ ผมเริ่มเล่นโกะเพราะอ่านเรื่องนี้แหละ ในเรื่องมันก็ไม่ได้สอนวิธีการเล่นอะไรมากมายเท่าไหร่หรอก แต่อ่านทีไรก็มีความรู้สึกว่าอยากจะเล่นให้ได้ อยากจะเล่นให้เก่ง
 
[]
 
ผมเองไม่ได้อยากจะบอกว่าการ์ตูนความรู้ที่มีอยู่ตอนนี้นั้นไม่ดี เพราะจากการที่ผมคอยตามดูอยู่เรื่อยๆก็พบว่ามีการพัฒนาขึ้นอยู่ตลอด เพียงแต่ไม่ถูกใจผมตรงที่มันเน้นเนื้อหาจนเกินงาม ซึ่งผมว่ามันอาจจะฝืนหลักการเรียนรู้ที่ดีก็ได้นะ ที่ผมอยากเห็นตอนนี้คือการ์ตูนที่ให้แรงบันดาลใจมากกว่า เพราะเมื่อไหร่ที่คนอ่านรู้สึกว่าอยากจะเรียนรู้แล้วล่ะก็ ต่อให้ไม่ต้องมาในรูปการ์ตูนมันก็น่าที่จะค้นหาอยู่ดี
 
 
 
You can teach a student a lesson for a day; but if you can teach him to learn by creating curiosity, he will continue the learning process as long as he lives.
Clay P. Bedford
 

เล็กๆไม่ ใหญ่ๆทำ

posted on 11 Mar 2012 03:40 by remixman
ผมคิดว่าเป็นธรรมดาของคนทั่วไปนะครับ ที่ชอบที่จะแก้ปัญหาต่างๆด้วยวิธีใหญ่โต มากกว่าที่จะมานั่งค่อยๆแก้จุดเล็กๆทีละจุด แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่าวิธีเวิร์คจริงๆรึเปล่า?
 
 
ลองดูตัวอย่างต่อไปนี้ครับ
 
 
1. ระบบการศึกษาที่ซึ่งใครๆก็รู้ว่ามันย่ำแย่แสนย่ำแย่ และเราก็มีวิธีแก้ปัญหากันอยู่ทุกครั้งคือเปลี่ยนระบบการเรียนการสอนบ้าง เปลี่ยนระบบการสอบบ้าง ซึ่งความคิดตอนแรกในการเปลี่ยนคือเรามองว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่จะสามารถแก้ปัญหาได้มากมาย เนื่องจากมันเปลี่ยนเยอะ และเราเริ่มเจอว่าระบบใหม่มันดีกว่าระบบเก่ายังไง แต่ความเป็นจริงมันไม่ง่ายยังงั้น
 
  • ระบบใหม่เวิร์คจริงมั้ย ไม่มีใครรู้จนกว่าจะได้ลอง
  • ระบบใหม่อาจแก้ปัญหาเก่าได้จริง แต่เรามักลืมมองปัญหาที่จะเกิดจากระบบใหม่ไปรึเปล่า ซึ่งบางทีมันอาจจะมากกว่าเดิมก็ได้

ผมมองว่าวิธีแก้ปัญหาแบบนี้ เป็นวิธีที่มักง่ายมากกว่า เราอยากที่จะมองข้ามรายละเอียด อยากจะเปลี่ยนโครงสร้างทั้งหมดในคราวเดียว ด้วยหวังว่ามันจะแก้ปัญหา ทั้งๆที่ไม่ว่าจะระบบเก่าหรือใหม่ก็มีความจำเป็นที่จะต้องแก้ปัญหาในรายละเอียดเหมือนกัน ในแง่นี้ระบบเดิมอาจจะดีกว่าก็เป็นได้เพราะเราเห็นข้อเสียกันในรายละเอียดมากกว่าเพราะทดลองใช้มาแล้ว

 

2. มือถือไม่ตอบโจทย์ หลายคนพอเห็นมือถือออกใหม่ก็เกิดความอยากได้ ของเดิมที่เบื่อแล้วก็จะรู้สึกว่ามันมีข้อเสียเยอะแยะไปหมด (ก็แน่ล่ะใช้มาตั้งนาน เราก็ต้องรู้อยู่แล้วว่ามันมีข้อเสียตรงไหนบ้าง) ของใหม่ที่เรายังไม่เป็นเจ้าของก็รู้สึกว่าทำไมมันดีเหลือเกิน มันใช่สิ่งที่เราอยากได้และตอบโจทย์ของเราดีจริงๆ

พอซื้อเครื่องใหม่มาก็อาจจะเริ่มพบว่าจริงๆแล้วมันก็ไม่ดีอย่างที่คิด (ตัวอย่างนี้ไม่ค่อยเวิร์คเท่าไหร่ เพราะมือถือออกใหม่เดี๋ยวนี้มันดีกว่าของเก่าจริงๆ เพราะงั้นขอให้เทียบเฉพาะที่มันใกล้เคียงกันหน่อยนะครับ :P) ของเก่าถ้าเราหาวิธีจูนเพิ่ม ปรับแต่งนิดหน่อยให้เข้ากันการใช้งานของเรามันก็ดีขึ้นแล้วเหมือนกัน

 

อยากให้ทุกคนหันมามองการแก้ปัญหาที่รายละเอียดกันมากขึ้นครับ มันเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการทำให้สิ่งต่างๆดีขึ้น อย่ามองแต่ในแง่ของการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่กันอย่างเดียว แต่ก็แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกกรณี มีบางกรณีที่การเปลี่ยนแปลงทั้งระบบก็จำเป็นเหมือนกัน ดังนั้นไตร่ตรองให้ดีนะครับ