2008/May/31

     ผมเป็นคนหนึ่งนะที่ชอบเล่นพวกเกมกระดานเอามากๆ อย่างหมากฮอส หมากรุก หมากล้อม ฯลฯ เพราะรู้สึกว่ามันได้นั่งคิด ได้นั่งนึกอะไรดี แล้วผมก็คิดว่าพวกเกมไพ่ทั้งหลายก็สนุก แล้วก็ได้ใช้ความคิดไม่แพ้กัน ทั้งบลั๊ฟ ทั้งอำ ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ ซึ่งโดยรวมแล้วผมว่าเป็นเกมที่เหมาะสำหรับเด็กเล่นเอามากๆเลยล่ะ ในยุคที่มีแต่การแข่งขันและการเอาเปรียบกันในทุกวันนี้ แต่ว่าจากประสบการณ์ของผมแล้วเกมไพ่เป็นเกมที่มีแต่คนดูถูก ว่ามันต้องเป็นการพนันอย่างเดียวให้ได้เลยสิเนี่ย

     ครั้งนึงผมเคยเล่นอยู่ที่มหาวิทยาลัยนี่แหละ ซึ่งเป็นสถานที่โล่งแจ้ง ผู้คนเดินไปมากันขวักไขว่ แต่ผมก็ไม่รู้สึกผิดนะ เพราะผมไม่ได้เล่นการพนันอะไร แต่แล้วจู่ๆ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หรือที่เราคุ้นเคยกันดีว่ายาม ก็เข้ามายุติการเล่นของผมซะงั้น แล้วก็บอกกันพวกผมว่าถ้าเล่นต่อจะยึดบัตรนักเรียนอะไรนี่แหละ อีกครั้งนึงตอนงานหนังสือที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผมก็นั่งเล่นอยู่ชั้นใต้ดินตรงข้าง 7-11 แล้วก็บุคคลอาชีพเดิมครับ รปภ. ก็เข้ามาห้ามผมบอกว่าเดี๋ยวผู้ใหญ่มาเห็นแล้วจะเป็นเรื่อง

     ผมเองก็รู้นะว่ามันไม่สมควรหรอก กับการเอาไพ่มาเล่นในที่สาธารณะเนี่ย แต่ผมก็ไม่ได้เล่นการพนันซักหน่อย แล้วผมก็ไม่คิดด้วยว่าไพ่มันจะต้องเล่นพนันได้อย่างเดียว แต่สุดท้ายผู้ใหญ่หลายๆกลับมองว่าการเล่นไพ่ต้องเป็นการพนันเสมอไป หรือไม่ก็ต่อให้ไม่ใช่การพนันก็ไม่สมควรที่จะเล่น การพนันน่ะจะเล่นที่ไหนเมื่อไหร่ยังไงก็ได้อยู่แล้ว ง่ายๆก็อย่างเตะลูกโทษกินตังก็ได้ ถึงจะดูเหมือนเล่นกีฬาแต่มันก็คือการพนันดีๆนี่เองแหละ อีกสารพัดครับที่เอามาพนันกันได้ ทำไมต้องเจาะจงว่าเล่นไพ่เป็นการพนันด้วยหว่า ผมล่ะไม่เข้าใจจริงๆ

    อาจจะเป็นเพราะความเคยชินของผู้ใหญ่ล่ะมั้งครับ ว่าเล่นไพ่มันต้องเล่นพนันแน่นอน หรือไม่ก็คนที่เล่นไพ่มีคนเล่นพนันเยอะกว่าคนที่เล่นสนุกๆ เลยอคิกับมันซะขนาดนี้ โดยไม่เคยได้มองเลยว่ามันก็ให้ประโยชน์ต่อคนเล่น (ถ้าไม่เอาไปพนันนะครับ -*-) ผมอยากให้ผู้ใหญ่หลายๆคนมองใหม่น่ะ อยากให้มองที่จุดมุ่งหมายมากกว่า ไม่ใช่มองที่วิธีการ ถึงมันจะเป็นไปได้ยากก็เถอะ

    ทุกวันนี้ผมก็ไม่ได้เล่นในที่สาธารณะนะ เพราะไม่อยากให้มันเป็นเรื่องเป็นราวเท่าไหร่ (จริงๆแล้วก็ยังมีเล่นอยู่ = =") แต่ผมก็คิดว่าซักวันนึงอยากจะลองเล่นในที่สาธารณะดูบ้างโดยที่ไม่มีคนมองว่ามันคือการพนัน

edit @ 31 May 2008 20:12:54 by Remixman

2008/May/21

ส่วนใหญ่คนอื่นจะรอคนอื่น tag แต่อันนี้ไปเอามาเอง เพราะรู้สึกว่าปิดเทอมอยากจะอัพบล็อกเลยเอาซะหน่อย ก็เอามาจากถินอีกทีแล ดูต้นทางได้ที่นี่ http://jaelsoul.exteen.com/20080514/tag-100/ ครับ

 

1. เป็นคนไม่ค่อยพูดกับคนที่ไม่สนิท

2. แต่ถ้าเป็นในเว็บบอร์ด msn หรือ irc จะพูดมากกว่าปกติเยอะ

3. ฉายาที่เพื่อนชอบเรียกมีมากมายเช่น ไก่ ทีเร็กซ์ แร็ปเตอร์ นกกระยาง ตั๊กแตน ฯลฯ (แต่ละตัว -*-)

4. เคยนอนตื่นเช้าเอามากๆ ประมาณตี 4-5 แต่หลังชักสายขึ้นเพราะนอนดึก

5. ชอบกินโอรีโอมากมาย

6. ชอบอ่านหนังสือมากแต่ไม่ชอบเข้าห้องสมุด

7. ไม่ชอบไว้ผมยาว แต่ก็ขี้เกียจตัดผม

8. เป็นคนขี้หนาวนิดๆ แต่ทนร้อนได้ดี

9. ชอบสีแดงที่สุด แต่ส่วนใหญ่มักใช้อะไรโทนฟ้า – น้ำเงิน

10. เป้าหมายเยอะแยะไปหมด แต่ไม่ค่อยจะทำอะไร

11. มีความอดทนกับเรื่องไม่เป็นเรื่องสูง (มากกกก)

12. ไม่ค่อยชอบซื้อเสื้อผ้า แล้วก็ไม่ค่อยจะแต่งตัวด้วย

13. ในหนึ่งวันแทบจะไม่ได้ดูทีวีเลย จะดูแค่ข่าวนิดหน่อยเท่านั้น

14. ไม่มีมือถือติดตัว เพราะฉะนั้นตามตัวลำบาก หุหุ

15. เงินก็ไม่ค่อยพกติดตัวซักเท่าไหร่ ถึงพกก็พกน้อย

16. ทุกวันนี้ไปกลับมหาวิทยาลัยใช้เวลารวมกันเก็บ 5 ชั่วโมง

17. ชอบอยู่บ้าน แต่ก็ออกไปเที่ยวบ่อย

18. ไม่เคยไปสายเวลาคนอื่นนัด จะมีก็แต่เบี้ยวนัดไม่ไปมันซะเลย

19. ไม่ค่อยชอบที่ที่มีคนเยอะๆ

20. ชอบเล่นปิงปองเป็นชีวิตจิตใจ

21. การอ่านการ์ตูนก็เป็นชีวิตจิตใจเช่นเดียวกัน เหอๆ

22. ไม่ชอบร้องขอความช่วยเหลือจากคนอื่น ต่อให้จำเป็นก็เถอะ

23. ชอบคิดว่าความคิดของคนส่วนใหญ่ผิดเสมอ

24. ไม่ชอบโกรธใคร ใครทำไม่ดีด้วยก็เฉยๆ แต่ถ้าเดือดร้อนก็ไม่ต้องหวังว่าจะช่วยเท่านั้นเอง

25. ชอบกินเผ็ด

26. ไม่ชอบของคาวที่มีรสหวาน และไม่ชอบของหวานที่ออกเค็มๆ

27. ไม่กินผัก แต่ถ้าหิวจริงๆก็กินได้

28. ไม่ชอบใส่นาฬิกา เพราะมันเกะกะ + อึดอัด

29. ไม่ชอบอยู่เฉย เพราะไฮเปอร์นิดๆ (ไม่ก็ไม่นิดล่ะ)

30. ชอบคนที่มีอุดมการณ์ ไม่ใช่คนที่ทำตัวเหมือนจะมีสาระไปวันๆ

31. คิดว่าตัวเองเป็นคนที่โชคดีมาก

32. วิชาที่ชอบที่สุดคือคณิตศาสตร์

33. วิชาที่ทำได้ดีที่สุดก็คือคณิตศาสตร์เช่นกัน

34. วิชาเดียวที่เรียนแล้วตกปลายภาคก็คณิตศาสตร์ = =”

35. การ์ตูนบางเรื่องที่ซื้อมาอ่านแล้วไม่สนุกตั้งแต่เล่มแรกก็ไม่ แต่ก็จะซื้อเก็บจนมันจบ

36. ใจอ่อนสุดๆ สงสารคนอื่นง่าย

37. ไม่ค่อยชอบทำอะไรตามคนส่วนใหญ่ ทำอะไรที่ตัวเองอยากทำจริงๆดีกว่าเยอะ

38. ไม่ชอบโดนถ่ายรูปเป็นที่สุด หลบกล้องตลอดงาน

39. กินข้าวตรงเวลาเกือบทุกมื้อ

40. ชอบฟังเพลงเร็ว มากกว่าเพลงช้า

41. เพลงปลุกใจทั้งหลายแหล่ก็นิยม

42. มีแต่คนบอกว่ากวน (แต่ไม่จริงนะครับ : P)

43. ชอบเขียนด้วยดินสอมากกว่าปากกา เพราะรู้สึกว่าผิดยังลบได้

44. ชอบเขียนผิดบ่อย (นั่นไง)

45. ชอบทำอะไรไม่รอบคอบ ตกหล่นประจำ

46. บางอย่างก็จำได้ดีเวอร์ บางอย่างก็จำไม่ได้เลย

47. เกิดวันอังคารตอนเช้า

48. ไม่ชอบเรียนภาษาอังกฤษเอามากๆ แต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้น

49. ชอบกินข้าวมากกว่ากินกับ แต่ไม่ถึงกับข้าวเปล่านะครับ

50. ตั้งแต่มหาวิทยาลัยเรียนอ.จะจำได้เกือบทุกวิชา

51. ไม่ค่อยสนิทกับคนอื่นมากเท่าไหร่ แต่ถ้าสนิทกับใครก็จะสนิทมากไปเลย

52. เคยเป็นหัวหน้าห้องตอนอนุบาล 3

53. แต่เป็นหัวหน้าหมู่ หัวหน้ากอง รองหัวหน้าหมู่ประจำ (เพราะอะไรเนี่ย?)

54. กีฬาสีเคยแข่งแต่ชักกะเย่อกับแชร์บอล

55. คิดว่าตัวเองเป็นคนที่ภาษาไทยแข็งแรง

56. กลัวหมาสุดยอด แต่หลังๆมาชักเฉยๆและ

57. ชอบสัตว์เลื้อยคลานทุกประเภทเพราะรู้สึกว่ามันเท่ดี (ไม่ใช่เห้ดีนะครับ)

58. ตอนเด็กบ้าไดโนเสาร์มาก

59. ส่วนใหญ่ใส่กางเกงขายาว ไม่รวมตอนนอนนะครับ

60. ตอนเล่นเน็ตใหม่ๆ เกรียนสุดๆ

61. ไม่ชอบนอนบนรถ แต่พักหลังไปกลับนานหลับทุกวัน

62. คนอื่นมักมองว่าเป็นคนดี (ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่ เหอๆ)

63. ไม่ค่อยชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน แต่ก็อยากรู้นิดๆ

64. ชอบกินของหวาน

65. เคยได้ท็อปวิชาพระพุทธศาสนาตอนม. 1 ( 29 ครึ่งเต็ม 30 )

66. ชอบไปไหนมาไหนด้วยการเดิน

67. เวลาคิดอะไรก็ชอบเดินไปเดินมา

68. คิดไม่ออกจริงๆ ลงไปนอนกลิ้งด้วยก็มี = =

69. ชอบคิดว่าไม่มีอะไรที่คนเราทำไม่ได้

70. คิดว่าตัวเองอ่อนประสบการณ์เอามากๆ

71. ชอบเล่นอะไรก็ได้ที่เป็นเกมกระดาน

72. ชอบมังกรแต่ใช้สัญลักษณ์แทนตัวเป็นเสือแหละ

73. ชอบกินของปิ้งๆย่างๆ

74. ถ้าบ้าอะไรขึ้นมาซักอย่างให้ตายก็กู่ไม่กลับ

75. นับถือคนที่มีผลงานมากกว่าคนที่มีความรู้

76. เป็นคนงั้นๆที่ดูไม่โดดเด่นอะไร

77. เคยคิดว่าชื่อ Remixman จะไม่มีคนซ้ำ แต่มันมีเยอะเลยนี่สิ

78. คุ้นเคยกับรถเมล์เป็นอย่างดี เพราะขึ้นตั้งแต่เด็ก

79. ไม่กินเหล้า และไม่คิดที่จะกิน (กลัวเมาแล้วความลับรั่ว เหอๆ)

80. หลังๆเพิ่งจะรู้ตัวว่าชอบเศรษฐศาสตร์ด้วย

81. เป็นไปได้จะพูดอะไรให้มันคล้องจองกันตลอด

82. เดินเซ็นทรัลปิ่นเกล้าเป็นประจำจนเป็นบ้านที่ 2 ไปแล้ว

83. ชอบทำอะไรซ้ำๆเดิม ไม่ค่อยเปลี่ยนอะไรใหม่

84. คิดว่าตัวเองใช้แต่อารมณ์ แล้วค่อยเอาเหตุผลมาอ้างทีหลัง

85. ชอบนอนที่ต่ำมากกว่านอนบนที่สูง (หรือกลัวตกหว่า)

86. ชอบเลข 9 มากที่สุด

87. ความฝันคืออยากสร้างหุ่นยนต์ที่มีความคิดความอ่านได้

88. ไม่ค่อยรู้จักพันธุ์พืชซักเท่าไหร่

89. ถ้าไม่ถามจะไม่บอกชื่อเล่นให้คนอื่นเด็ดขาด

90. คิดว่าชื่อจริงกับนามสกุลตัวเองเข้ากันมากมาย ( พิสิษฐ์ มรรคไพสิฐ )

91. เป็นคนอาบน้ำเร็วมาก คล้ายวิ่งผ่านน้ำ

92. ไม่ชอบเวลาฝนตกฟ้าร้อง เพราะทำให้รู้สึกหดหู่

93. เมื่อก่อนใช้ตะเกียบไม่เป็น แต่เดี๋ยวนี้อะไรใช้ตะเกียบได้ใช้หมด

94. คิดว่าตัวเองขาดคอมก็ไม่เป็นไร แต่มีแล้วอุ่นใจกว่าเยอะ

95. ที่ปกติตั้งใจเรียนเพราะเสียดายค่าเทอม

96. ตอนป.2 เคยเป็นไข้เลือดออกนอนโรงพยาบาลอยู่อาทิตย์นึงพอดี

97. ปกติขาดเรียนน้อยมาก ตั้งแต่เกิดมาขาดไปนับครั้งได้

98. ชอบดูอะไรที่มันตลกเฮฮา ต่อให้ไม่มีสาระก็เถอะ

99. คิดว่าคนเราได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง ดังนั้นถ้าเราเสียอะไรไปซักอย่างก็น่าจะได้อะไรมาบ้างแหละ

100. ทั้งหมด 100 ข้อใช้เวลาเขียนเกือบชั่วโมงแน่ะ เหอๆ

 

ปล. ข้อ 8 ไม่ได้เลียนแบบมาจากต้นทางแน่นอน แต่เขียนไปเขียนมาดันเหมือนซะงั้น

edit @ 22 May 2008 05:32:45 by Remixman

2008/May/19

    ข้อเสียของการอัพแบบเป็นตอนๆอย่างหนึ่งก็คือสำหรับคนที่ไม่ได้อ่านตอนแรกแล้วนั่น ก็คงจะไม่คิดอ่านตอนต่อไปเป็นแน่แท้ ที่รู้ก็เพราะว่าผมก็เป็นคนนึงเหมือนกันแหละ ที่ถ้าไม่ได้อ่านตอนแรกไปแล้วมันรู้สึกว่าจะไม่รู้เรื่องถ้ามาอ่านตอนสองเลย ดังนั้นสำหรับท่านที่เข้ามาอ่านแล้วเจอกับตอนสองนี้เลย แนะนำให้กลับไปอ่านตอนแรกก่อนครับ ไม่งั้นไปถึงตอนหลังๆคงจะไม่มีคนอ่านแล้วแหงๆ เวลาผมเขียนก็อยากจะให้มีคนอ่านบ้างแหละ ไม่ได้คิดเอาไว้ว่าว่างๆก็เลยเอามาลงเล่น ยังไงก็ลองอ่านตอนแรกก่อนนะคร้าบ (ไม่น่าสนใจแล้วค่อยข้ามตอน 2 นี้ไป)

     เนื่องด้วยก่อนอื่นต้องหาอ.ที่ปรึกษาก่อนล่ะ ผมกับเพื่อนก็นึกออกอยู่คนนึงเลยแหละ เพราะว่าตอนปี 1 ก็เรียนด้วยทั้งสองเทอม แถมมาเทอมนี้ก็ยังเจอตั้ง 2 วิชาอีก ดังนั้นอ.ที่ปรึกษาคงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกซะจากอาจารย์ ว. (นามสมมติ หวังว่าอ.จะไม่ได้เข้ามาอ่านนะ - -) ตอนเย็นของวันหนึ่งผมก็เลยบุกไปหาซะเลย แต่เหมือนอ.จะรู้เรื่องนี้ดีอยู่เหมือนกัน เพราะมีเพื่อนผมอีกกลุ่มนึงก็คิดจะส่ง NSC เหมือนกันก็เลยมาให้อ.เป็นที่ปรึกษาไปเรียบร้อยแล้ว ก็เลยง่ายทางผมเลย อ.ก็ถามว่าส่งแค่ข้อเสนอก็ได้มาก่อนเลยใช่มั้ย 5000 บาท ผมเองก็ตอบไปว่าใช่ อ.ท่านก็เลยบอกว่างั้นก็น่าเขียนส่งไปก่อนอยู่ (แต่ถ้าเขียนข้อเสนอแล้วงานไม่เสร็จ เขาก็ยึดกะตังคืนนะครับผม = =") ก็เลยถามอ.ไปเกี่ยวกับพวกเทคนิคแล้วก็รายละเอียดการพัฒนาของโปรแกรมที่จะเขียนในข้อเสนอส่ง ซึ่งอ.ก็ออกตัวก่อนเลยว่ามันออกจะเข้าไปทางแถบๆ A.I (Artificial Intelligence) ซึ่งไม่ได้ถนัดเท่าไหร่เลย ส่วนผมก็คิดว่าก็ยังดีกว่าผมที่ไม่ได้ถนัดอะไรเลยนั้นแหละ เหอๆ

     หลังจากที่เขียนข้อเสนอเรียบร้อยแล้ว เรียบร้อยในความหมายที่ว่าแต่ละหัวข้อพอมีตัวหนังสือใส่เข้าไป ไม่ค่อยจะมีรายละเอียดอยู่ในแต่ละหัวข้อเท่าไรนัก ซึ่งเนื้อหาใจความที่พอจะจับประเด็นจากที่เขียนกันเองได้ก็คือ เราคิดที่จะพัฒนา Web service ที่จะรับเข้ามูลเข้ามาประโยคภาษาไทยและส่งข้อความกลับเป็นรูปแบบประโยคที่ถูกต้อง เช่นรับเข้ามาว่า "วานเน้ฝนตก" ก็จะส่งกลับให้เป็น "วันนี้ฝนตก" แล้วก็จะพัฒนาในส่วนของเว็บบอร์ดที่จะเรียก Web service ตัวนี้ ดังนั้นเว็บบอร์ดที่จะทำขึ้นมาเมื่อเวลามีคนโพสตอบ หรือตั้งกระทู้ข้อความที่รับเข้ามาก็จะถูกนำไปแก้ไขก่อน แล้วถึงจะแสดงผลในเว็บบอร์ดได้ โดยชื่อภาษาไทยที่พวกผมตั้งเอาไว้ก็คือ "ระบบกลั่นกรองข้อผิดพลาดในการใช้ภาษาไทย" แล้วก็มั่วชื่อภาษาอังกฤษไปว่า "Language Error Screen System" เพราะอยากจะทำให้ชื่อย่ออ่านได้แล้วก็มีความหมาย โดยหากเอาตัวแรกของแต่ละคำมารวมกันจะได้เป็นคำว่า LESS นั่นเอง แต่ด้วยความที่ไวยากรณ์ออกจะประหลาดและผิดเพี้ยนไปบ้างผมก็เลยถามอ.ว่าจะแก้เป็นอย่างไรดี ซึ่งในที่สุดก็เลยได้ชื่อภาษาอังกฤษที่ถูกต้องจริงๆซักทีเป็น "Linguistic - Erroneous Screening System" แล้วก็ได้คำย่อมาเป็นเหมือนเดิม ก็ข้อเสนอชุดแรกผมก็เขียนไปให้อ.ดูหลายครั้งแล้วก็เอากลับมาแก้อยู่หลายทีเหมือนกัน แต่พอเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ให้อ.กับอ.หัวหน้าภาคเซ็นอีกนิดหน่อย เตรียมหลักฐานอื่นๆแล้วก็ส่งไปในทันใด

     เล็กน้อยเกี่ยวกับ Web service นะครับ ขออธิบายสำหรับคนที่ไม่รู้จัก (คงจะไม่เขียนอะไรที่เป็นศัพท์เทคนิคมาก) สำหรับเราๆท่านๆแล้วคงจะถนัดให้โปรแกรมต่างๆที่อยู่ในเครื่องกัน ซึ่ง Web service จริงๆแล้วก็เหมือนเป็นโปรแกรมตัวหนึ่งที่อยู่บนอินเตอร์เน็ท(service)นั่นเอง ซึ่งเราก็จะเรียกใช้ได้ก็ต่อเมื่อต่อเน็ทเท่านั้น ตัวอย่างง่ายๆก็อย่างเช่น Web service ที่ทำการแปลงค่าเงิน โดยการที่เราส่งจำนวนเงินในสกุลเงินสกุลหนึ่ง และสกุลเงินที่เราต้องการแปลงไป ตัว Service ก็จะส่งค่ากลับมาให้เป็น จำนวนเงินในสกุลที่เราต้องการแปลง ซึ่งแนวคิดนี้มีประโยชน์มากก็คือ การที่เราจะพัฒนาอะไรใหม่ๆนั่นเราไม่จำนวนต้องพัฒนาระบบทั้งหมด โดยบางส่วนอาจจะทำการเรียกใช้จาก Web service เอาก็ได้ ซึ่งโดยหากต้องการรายละเอียดมากกว่านี้ก็ที่นี่เลยครับ http://th.wikipedia.org/wiki/เว็บเซอร์วิส

     ส่งไปก็เรียบร้อยแล้วงั้นก็ว่างสิทีนี้ เหลือแค่รอว่าข้อเสนอจะผ่านหรือเปล่าถ้าผ่านก็ได้ตังมาก่อนเลย 5000 บาท ซึ่งระหว่างที่รอแประกาศผลข้อเสนอที่ผ่านผมก็ไม่ค่อยได้ทำอะไรจริงจังเท่าไหร่เลย วันๆก็ได้แต่นั่งเปิดข้อมูลว่ามันทำยังไง ลองเล่นนู้นเล่นนี่ดู โดยไม่มีอะไรออกมาเป็นชิ้นเป็นอัน ก็ตามภาษาแหละครับ มันยังไม่จวนตัวนี่นา มันก็เลยยังไม่มีไฟที่จะทำ พอถึงวันประกาศจริง (ซึ่งรู้สึกว่ามันจะเลยจากกำหนดการเดิมไปหลายอาทิตย์อยู่เหมือนกัน) ผมก็เปิดดูผ่านเว็บนั่นแหละ ซึ่งก็ผ่านตามที่คาดไว้ เพราะยุ้ยมันบอกแต่แรกแล้วว่าข้อเสนอส่วนใหญ่ก็ผ่านกันหมด แล้วก็น่าจะมีของธรรมศาสตร์ผ่านมาอีก 5 กลุ่มล่ะมั้ง ถ้าผมจำไม่ผิดนะ แล้วทาง SIIT ซึ่งเป็นผู้ประสานงานภาคกลางก็ส่งเมล์มาที่ผม ใจความประมาณว่า จะมีพิธีมอบทุนวันที่ 29 ตุลาที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เหมือนกับจะให้มาเพื่อที่ทำสัญญาทำพิธีมอบทุน บลาๆๆ ด้วย แต่ไม่รู้ด้วยเหตุบังเอิญอันใดวันที่ 29 ผมมีสอบปลายภาคตอนเช้า 9.00 - 12.00 นี่สิ อะไรจะเหมาะเจาะเยี่ยงนี้

     ก็ยังโอเคผมกะว่าสอบ 3 ชม.ประมาณชั่วโมงครึ่งก็น่าจะทำ(หรือมั่ว)เสร็จแล้วแหละ ก็เลยเตรียมเอกสารที่จะต้องไปยื่นวันรับทุนให้เรียบร้อย แล้วก็ตกลงกับเพื่อนไว้ก่อนเลยว่ารีบทำข้อสอบออกมากันล่ะ แล้วก็จะได้ชิ่งไปเลย ไม่งั้นเดี่ยวมันจะไม่ทัน พอถึงวันสอบจริง ก็รีบเข้าไปมั่วโดยไวแล้วก็ออกมาก่อนเลย ประมาณชั่วโมงตามทีกะไว้พอดี แต่เพื่อนผมมันยังไม่เสร็จนี่สิ ผมเลยนั่งรออยู่นอกห้องสอบ พอดีว่าอ.ที่คุมสอบวิชานั้นก็คืออ.ที่ปรึกษาโครงงานผมเอง แล้วอ.แกที่เพิ่งเดินออกไปไหนก็ไม่ทราบได้ก็กำลังจะกลับไปคุมสอบต่อ แต่ดันเจอผมนั่งอยู่นอกห้องซะก่อน อ.ก็เลยถามผมประมาณว่า

     อ. : ข้อสอบง่ายล่ะสิ
     ผม : ยิ้มๆแต่ไม่ตอบอะไรไป (ในใจ : ไม่จริงมั้งครับ -*-)
     อ. : วันนี้ต้องไปที่ตลาดหลักทรัพย์ใช่มั้ย
     ผม : ใช่ครับ
     อ. : แล้วจะไปยังไงล่ะ?
     ผม : ยังไม่แน่ใจเหมือนกันครับ เดี๋ยวรอถามเพื่อนอีกทีนึง (จริงๆกะว่าแท็กซี่เลยมั้ย เดี่ยวจะไม่ทัน)
     อ. : งั้นเดี๋ยวครูถามเพื่อนให้เพราะเพื่อนครูทำงานอยู่ที่นั่น

     แล้วอ.ก็หยิบโทรศัพท์โทรถามให้ในทันใด โดยมีคำตอบเป็นเนื้อความว่า นั่งรถไฟใต้ดินไปจะง่ายสุดเพราะขึ้นจากสถานีก็จะเจอเลย ผมก็เลยว่าเอาวิธีนี้แหละนั่งรถตู้ไปจตุจักรแล้วก็ต่อรถไฟใต้ดินเลย แล้วก็ก่อนที่อ.จะเดินเข้าไปคุมสอบต่อก็ยังบอกผมอีกว่า"แล้วอย่าลืมทำส่งด้วยล่ะ เดี๋ยวเขายึดเงินคืน" เหอๆผมก็กลัวเหมือนกันครับ แล้วก็สักพักเพื่อนผมก็ออกมาจากห้องสอบ แล้วก็ไปนั่งรถตู้กัน ระหว่างทางที่ไปจตุจักรก็ดูถนนปลอดโปร่งดีไม่ติดขัดเท่าไหร่ แต่มันดันไปเติมก๊าซ NGV นี่สิ ต่อคิวไปเกือบครึ่งชม. เติมอีกเกือบ 10 นาทีได้ = ="

     จนแล้วจนรอดก็ถึงจนได้ เขาให้หัวหน้าทีมไปนั่งที่ห้องประชุมอะไรซักอย่างนี่แหละ ส่วนเพื่อนผมอีก 2 คนก็ไปนั่งอีกห้องนึงที่มีทีวีถ่ายทอดสดไปจากห้องประชุม แล้วพิธีก็เริ่มต้นขึ้นโดยมีพิธีกรกล่าวเปิดไปซักพักแล้วก็เชิญอ.จาก SIIT มาเป็นผู้มอบเงินทุน (ไม่ใช่เงินรางวัลครับ เพราะยังไม่ได้ทำอะไรเลย) ระหว่างที่เรียกแต่ละคนไปรับ ก็มีโครงงานของเด็กมัธยม่ะมั้งครับ ชื่อประมาณว่า "จัดงานศพ ออนไลน์" อะไรซักอย่างนี่แหละ ฟังแล้วแบบว่ามันมีทำทุกอย่างเลยใช่มั้ยเนี่ย พอรับกันหมดเรียบร้อยแล้วเขาก็เชิญอ.มาพูดเกี่ยวกับงานครั้งนี้ ซึ่งเขาก็บอกว่า โครงงานปีนี้มีความน่าสนใจดี แล้วเขาก็อยากจะฝากผู้พัฒนาไว้หน่อยว่า อยากให้พัฒนาแบบที่ว่าสามารถทำต่อยอดขึ้นไปได้ แล้วก็พยายามทำพวกเอกสารต่างๆ เพื่อที่จะได้พัฒนาต่อได้ง่ายขึ้น อะไรประมาณนี้ แล้วก็เชิญรัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์ขึ้นมาพูดต่อ

     แล้วก็หลังจากเสร็จพิธีซึ่งผมรู้สึกว่าไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่เลย ดีตรงที่ได้ฟังคนอื่นพูดหน่อยนึง แล้วก็ตอนออกมาที่ของว่างให้กินนี่แหละ รู้งี้ไม่รีบมาก็ได้ ที่สำคัญคือเอกสารที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้ก็ยังยื่นไม่ได้อยู่ดี ต้องไปเขียนอันนู้นอันนี้เพิ่มแล้วก็ส่งไปรษณีย์ไปทีหลัง สรุปแล้วตอนนี้ก็เหลือเวลาอีก 2 เดือนที่จะทำแล้วก็ส่งไป ส่วนจะเป็นอย่างไรติดตามต่อตอนหน้าครับ (อยากบอกว่าตอนหน้าเร็วๆนี้เหมือนกัน แต่กลัวจะดองอีก เหอะๆ)