ผมกับมหาวิทยาลัย

posted on 10 May 2011 18:15 by remixman
ก็ด้วยว่าพรุ่งนี้เป็นวันแรกพบของธรรมศาสตร์ผมก็เลยนึกถึงวันเก่าๆ ช่วงที่ผมเข้าไปเรียนใหม่ๆขึ้นมา (ฟังดูแก่เนอะ) ประกอบช่วงที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยผมแทบไม่ได้เข้ามาอัพบล็อคนี้เลย ไม่ใช่ว่าเรียนหนักนะครับ แต่มันคือการดองยาว 4 ปีดีๆนี่เองล่ะ (นานๆจะอัพเรื่องใหม่ที) ก็เลยขอเอาเรื่องเก่ามาเล่าใหม่แล้วกัน จะได้มีมุกหากินในการเขียนบล็อคต่อ
 
 
ตอนจบม.6 ผมมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้ามากครับที่จะเรียนคอม ตอนเลือกเรียนก็เลือกวิทย-คอมไปหมด เรียงตามอันดับก็ จุฬา เกษตร ธรรมศาสตร์ ลาดกระบัง ตอนนั้นไม่กล้าเลือกวิศวะครับ เพราะคะแนนพื้นฐานวิศวะกากมาก นู้บเกินกว่าจะเอาไปเข้าเรียน ก่อนประกาศผลผมก็ทำใจไว้หน่อยแล้วล่ะ ว่าไม่น่าจะติดที่ไหนเลย จะไปหางานทำแล้ว เพราะคะแนนรวมนู้บมาก แต่ด้วยความโชคดีผมก็ติดที่ธรรมศาสตร์จนได้ (ติดแบบเฉียดๆโหล่) เป็นอันว่าวืดจุฬาไป ทั้งๆที่อยากเข้ามากกว่าเพราะมันใกล้บ้าน
 
 
แรกๆเลยมีเสียงลือเสียงเล่าอ้างบอกว่าถ้าเรียนธรรมศาสตร์เนี่ยปีแรกต้องเรียนรังสิต แล้วปีถัดไปถึงจะเรียนที่ท่าพระจันทร์ ซึ่งใกล้บ้านผมกว่ามากกกกกก (เวลาเดินทางสองชั่วโมง กับครึ่งชั่วโมงอ่ะครับ คิดเอาเองแล้วกัน) แต่ก็อย่างว่ามันก็แค่เสียงอันเสียงเล่าอ้างอันไม่รู้จริงของคนทั่วไป ความจริงคือคณะวิทยาศาสตร์ของผมมันมีแต่ที่รังสิตยังไง๊ยังไงก็ต้องเรียนนั่นตลอดอยู่แล้ว เป็นอันว่าเรื่องเดินทางเป็นอันทำใจไปแล้วล่ะ นานก็นานเหอะ
 
 
ด้วยคำแนะนำจากหมีขาวทำให้ผมทราบว่าวันแรกพบ หรือรับน้องมหา'ลัย หรือคณะเนี่ยมันชิ่งได้หมด ก็เข้าทางผมสิครับ ชิ่งเรียบไปแต่งานสำคัญก็พอ วันแรกที่ผมไปก็คือวันที่ไปสอบสัมภาษณ์ที่รังสิต ซึ่งก็ได้หมีขาวอีกเช่นเดิมที่นำทางผมไป พร้อมกับแนะนำสถานที่ต่างๆ ผมก็โชคดีอยู่บ้างเหมือนกันแหละน่า
 
 
วันสัมภาษณ์ผมก็แอบตื่นเต้นอยู่หน่อยๆว่าจะติดมั้ยหนอ ถ้าอุตสาห์คะแนนถึงแต่สอบสัมภาษณ์ตก มันจะอนาจใจขนาดไหนกัน ช่วงเรียกสอบสัมภาษณ์ผมได้สอบกับอาจารย์ท่านนึงที่สอน Computer Graphic (คนที่เรียนที่เดียวกับผมต้องรู้จักแน่นอน เพราะมีอยู่คนเดียว) ผมเข้าไปในห้องก็พบกับคอมพิวเตอร์ที่รันภาพกราฟิกอะไรบางอย่างเอาไว้ดูน่าพิศวงและเท่มากมาย (ในใจก็แอบคิดว่า เอาไว้ขู่ตูรึเปล่าฟะ)
 
 
อาจารย์ยิงมาหลายคำถามมาก ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องสัพเพเหระ อารมณ์ประมาณว่าเป็นใครมาจากไหน ทำไมถึงเลือก แล้วมานี่ยังไง อยู่หอมั้ย ซึ่งผมก็โล่งใจกับคำถามอย่างมาก เพราะมันไม่ค่อยมีคำถามวัดความรู้หรืออะไรซักอย่าง แปลว่าถ้าผมยังสติดีอยู่ก็ไม่น่าจะตกสัมภาษณ์ได้ด้วยคำถามประเภทนี้แน่นอน แต่มีคำถามนึงที่ถามได้สมกับเป็นอาจารย์สอน CG มากครับ นั่นคือ คะแนน O-NET เลขได้เท่าไหร่ และชอบวิชาเลขมั้ย ไอ้ผมก็พอจะยืดได้ตอนนี้แหละ เพราะดันเป็นวิชาที่คะแนนดีที่สุดของผม แล้วผมก็ชอบวิชานี้ที่สุดแล้วล่ะ
 
 
เหมือนจะมีนัดตรวจร่างกายกับพบที่ปรึกษาด้วย แต่เอาว่าช่วงก่อนเปิดเทอมเนี่ย ผมจำหน้าเพื่อนไม่ได้ซักกะคนเลยครับ ยกเว้นคนชื่อเดชา (เพราะหน้าตามันเด่นมาก)  กับเจิง (ที่ผมยาวโคตร) จนกระทั่งเปิดเทอมช่วงแรกๆผมก็ไม่ค่อยรู้จักใครเท่าไหร่อยู่ดีน่ะแหละ หรือบางคนรู้จักก็ไม่ได้พูดอะไรกันมาก ตามนิสัยประจำของผม
 
 
เปิดเทอมวันแรกๆผมก็ทำงามหน้าไปหลายอย่างเหมือนกัน เริ่มด้วยวันแรกกับวิชาฟิสิกส์ที่ผมกะเวลาออกจากบ้านยังไม่ถูกทำให้เข้าสายพอดู แต่ก็ทำให้ผมรู้ว่าเรียนมหา'ลัยสายแล้วไม่ซีเรียส ในห้องคนเยอะแยะเดินชิวๆเข้าห้องก็ไม่มีใครสนใจ วิชาภาษาอังกฤษที่วันแรกให้ซื้อหนังสือ ทุกคนในเซคชั่นมีตังจ่ายอาจารย์แต่โดยดี มีผมคนเดียวที่เบี้ยน้อยหอยน้อยไม่พกตังจึงบอกอาจารย์ว่าขอติดไว้ก่อน ทำให้ผมรู้อีกว่าอยู่มหา'ลัยน่าจะติดตังเผื่อไว้นิดนึงนะ
 
 
ผมไปกลับด้วยรถตู้ตลอด 4 ปีครับ ขาไปก็รถเมล์ต่อรถตู้ ขากลับก็รถตู้ต่อรถเมล์เป็นสัจธรรม วันนึงแค่ไปกลับก็เสียเวลาไปเกือบ 5 ชั่วโมงแล้ว แต่ก็ทำให้ผมฝึกการนอนหลับได้เป็นอย่างดี จากที่เมื่อก่อนขึนเครื่องบินแล้วนอนไม่หลับ แต่หลังจากฝึกอยู่หลายปี ผมรู้สึกว่าการนอนบนเครื่องบินนี่มันช่างสบายซะเหลือเกิน (อย่างน้อยก็หลับง่ายกว่ารถตู้ล่ะวะ)
 
 
ผมรู้สึกมีความสุขกับการเรียนมหา'ลัยมากครับ เพราะรู้สึกว่าวันนึงเรียนน้อยกว่ามัธยมเยอะเลย จะโดดก็ได้ไม่มีใครห้าม (ยกเว้นบางวิชา) แถมปีแรกที่ผมเรียนนั้นการบ้านก็น้อยสุดแสนจะน้อย เข้าสเปคกับคนที่ไม่ชอบทำการบ้านอย่างผมเป็นอย่างดีทีเดียว
 
 
ช่วงมัธยมปลายผมเรียนๆเล่นๆซะเป็นส่วนใหญ่(เอาจริงๆคือไม่เรียนเลยมากกว่า) เลยไม่ค่อยมั่นใจว่าจะเรียนมหาวิทยาลัยไหว แต่ว่าพอเรียนจริงๆแล้วหลายๆวิชาก็แทบจะเหมือนเรียนใหม่หมด อย่างแคลนี่ก็ปูกันมาตั้งแต่ต้นเชียว ทำให้ผมมีกำลังใจดิฟกับมัน อังกฤษก็โอเคครับ พอดีผมเรียนตัวง่าย (EL171) ภาษาไทยก็ชิวๆแบบภาษาพ่อภาษาแม่ (แต่ข้อสอบแอบโหดนะนั่น) ฟิสิกส์ก็อธิบายกันใหม่หมด อารมณ์ว่าไม่เรียนม.ปลายมาก็ยังเรียนไหว ก็เลยทำให้ผมแถไปกับวิชาพวกนี้ได้
 
 
ที่น่าจะเป็นปัญหาคือวิชาภาคคอมสองตัวแหละครับ Discrete Math กับ Programming แต่ว่าวิชา Discrete Math ถึงจะดูสับสนงงงวยกับการพิสูจน์ไปบ้าง แต่นอกนั้นมันก็เป็นเลขก็เลยไม่ค่อยมีปัญหา Programming ที่ผมกลัวที่สุดว่าจะไม่รอด พอเรียนแล้วก็รู้สึกถูกฉโลกอย่างบอกไม่ถูก เอาว่ามันสนุกกับการที่ได้หาวิธีในการแก้ปัญหาเอามากๆ
 
 
จะบอกว่าตอนเรียนมันก็ง่ายอยู่หรอกครับ Programming เนี่ย นั่งเรียนแล้วรู้สึกได้เลยว่าเข้าใจ แต่พอแบบฝึกหัดแรกออกมา ผมอึ้งมากครับ มีหลายข้อทำได้ หลายข้อก็ดูมืดมน แต่ผมกลับค้นพบสัจธรรมอย่างหนึ่งคือ ช่วงนั้นข้อที่คิดไม่ได้เนี่ย ผมจะเก็บปัญหาไว้กับตัวเสมอ บางทีกินข้าวหรือขึ้นรถเมล์อยู่ๆมันก็คิดขึ้นมาได้พอดีซะงั้น หลังจากที่แก้ปัญหายากๆในแบบฝึกหัดแรกได้แล้ว มันทำให้ผมรู้สึกว่าโจทย์พวกนี้ผมสามารถทำได้เรื่อยๆ เวลาผมแนะนำคนที่เขียนโปรแกรมยังไม่คล่องก็เลยแนะนำให้หมกมุ่นอยู่กับปัญหา แล้วก็ฝึกฝนบ่อยๆ (แต่ก็อาจจะใช้ไม่ได้สำหรับบางคนก็ได้)
 
 
 
เล่าด้วยความอยากเล่าครับ รู้สึกไม่รู้จะเล่าให้มันจบตอนไหน จะจบปี 4 เลยมันคงจะเขียนกันยันพรุ่งนี้ เลยค้างไว้แบบนี้ก่อนนะครับ มีเวลาค่อยมาเขียนต่อ

Comment

Comment:

Tweet

ท่ายรีมิกมีเฟสบุคมั้ยอาคับ ขอหน่อยจิ
ผมเปนเืพ่อนเก่าในโลกไซเบอเมื่อ 10 ปีี่ที่แล้วได้ ฮ่าๆ
เมม guilmon คงไม่มีใคจำได้มั่ง

#5 By sengi (103.7.57.18|27.130.48.167) on 2012-07-27 01:02

เวลาเขียนโปรแกรมก็เจอแบบเดียวกัน
ชอบเก็บเอาไปคิดเวลาเขียนไม่ออก = ="

บางทีนั่งทำทั้งวันเขียนไม่ออก พอกลับบ้านไปนอน
ตื่นเช้ามาเขียนได้ซะงั้น แปลกดี sad smile

#4 By tikyon on 2011-05-11 01:54

อ่านแล้ว หนุกดีๆๆ

#3 By heang (58.8.52.218) on 2011-05-10 23:05

อาจารย์ที่ปรึกษาเค้าเองงงงง ,,,
โดนอาจารย์สอบสัมภาษณ์คนเดียวกันเลย ^^
ณ ตอนนี้แม้จะขึ้นปีสี่แล้ว แต่ยังไงๆ
ก็รู้สึกว่าตัวเองสู้คนอื่นไม่ได้อยู่ดี เรื่องเขียนโปรแกรม
= =''

#2 By 二ーオーン。 on 2011-05-10 21:46

ผมจะเก็บปัญหาไว้กับตัวเสมอ บางทีกินข้าวหรือขึ้นรถเมล์อยู่ๆมันก็คิดขึ้นมาได้พอดีซะงั้น << เห็นด้วยอย่างแรงโดยเฉพาะขึ้นรถเมล์หัวแล่นตามรถเว่อๆ ปัญหาหลายข้อคิดได้บนรถเมล์confused smile confused smile

#1 By TOoPER (61.90.108.76) on 2011-05-10 19:31