2008/Apr/29

     หลังจากที่ดองไว้นานตามธรรมเนียมของ blog นี้ก็เลยต้องมาอัพซะหน่อยไม่ให้มันเค็มซะจนเกินไป วันนี้เลยก็จะขอเล่าถึงประสพการณ์ที่ได้ทำงานหามรุ่งหามค่ำแบบ non-stop ซะหน่อย ชื่อเรื่องอาจจะชวนงงไปบ้าง แต่อ่านๆไปจะเข้าใจเองครับ

     วันนี้ผมก็จะมาเล่าความเป็นไปเป็นมาของ LESS ก็แล้วกัน ก่อนอื่นถ้าถามว่ามันคืออะไร ผมก็คงต้องตอบอย่างง่ายๆไปก่อน มันคือโครงงานซอร์ฟแวร์ที่ผมส่งประกวดโครงการ NSC2008 (National Solfware Contest) มีชื่อภาษาไทยที่โก้เก๋ว่า "โครงการแข่งขันพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทย" ซึ่งมีจัดขึ้นในทุกๆปี และมีการแข่งขันแบ่งออกเป็นหลายประเภท

     จริงๆแล้วตอนที่ผมเข้ามาเรียนปี 1 ใหม่ๆ เพื่อนผมคนนึง (ไอยุ้ยนั่นเอง สำหรับคนรู้จักครับ) ซึ่งเคยเข้าประกวดงานนี้ตอนที่อยู่มัธยมก็เล่าให้ผมฟังขึ้นมาว่า มันมีจัดประกวดโปรแกรมทุกปี เงินรางวัลก็ใช่ย่อยขนาดแค่ผ่านเข้ารอบแรกๆยังได้ตั้ง 15,000 เลย ด้วยความเห็นแก่เงินเป็นที่ตั้งของผมก็เลยเริ่มสนใจงานนี้ขึ้นมา แต่ว่าช่วงนั้นผมเองยังอยู่ปี 1 แล้วก็ถึงจะบอกว่าเงินรางวัลน่าสนใจก็เถอะ แต่ผมก็ยังเขียนโปรแกรมได้อยู่นิดเดียวแหละ จะให้เอาไปแข่งคงจะทำไม่ได้ ที่สำคัญก็ยังคิดไม่ออกอยู่ดีว่าถ้าจะทำจะทำอะไร

     จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึง 1 ปีกับอีก 2 เดือน 4 วัน ผมก็เป็นนักศึกษาปี 2 เต็มตัวและหัวใจ (ยกเว้นสติปัญญา) ช่วงนั้นก็คิดว่าตัวเองพอจะทำงานใหญ่ได้บ้างแล้วล่ะมั้ง เพราะเทอม 2 ของปี 1 ก็เขียนโปรแกรมใหญ่ๆอยู่เหมือนกัน ถึงจะเป็นโปรแกรมใหญ่เมื่อเทียบกับโปรแกรมเล็กๆที่เขียนอยู่ทุกวันเท่านั้นก็เถอะ ด้วยความฮึกเหิมบวกความมั่นใจในตัวเองอีกนิดหน่อย ผมเลยตัวสินใจเรียกเพื่อนผมมาค้างที่บ้านแล้วก็ช่วยกันคิดโครงงานพร้อมกับพิมพ์ข้อเสนอเบื้องต้นในวันที่ 3 สิงหา 2550 (ปีที่แล้ว)

     เพื่อความสะดวกในการอ่านมากขึ้นผมขอเพิ่มตัวละครหน่อยและกัน ก็คือเพื่อนผมที่เคยเข้าแข่งขันมาก่อนตอนอยู่มัธยม ให้นามสมมติว่า "ยุ้ย" ส่วนเพื่อนที่อีกคนที่มาค้างด้วยชื่อว่า "โพด"

     ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าวันนั้นเป็นช่วงไหนของการเรียน แต่คิดว่าน่าจะเป็นช่วงเปิดเทอมมาไม่นานล่ะมั้ง เริ่มด้วยเพื่อนผมทั้งสองคนนี้คือ ยุ้ย ซึ่งมีศักดิ์นำหน้าว่า ไอ้ และ โพด ซึ่งมีศักดิ์นำหน้าว่า ไอ้ เช่นกัน = =" มาค้างที่บ้านผมในคืนวันศุกร์และเสาร์ เพื่อหวังที่จะคิดโครงงานแล้วก็เขียนข้อเสนอโครงการส่งซะที เริ่มต้นก่อนที่จะคิดข้อเสนอพวกเราก็นั่งดูหัวข้อการแข่งขันต่างๆก่อน เผื่อที่จะได้กำหนดโครงงานที่จะทำถูก แต่เมื่ออ่านไปได้ซักพักไม่ว่าหัวข้อไหนก็ไม่เห็นวี่แววว่าจะทำอะไรได้เลย ความคิดในช่วงนั้นยังคง "มืด 80 ด้าน"

     จริงๆแล้วผมก็เริ่มตัวหัวข้อที่ไม่คิดจะเลือกออกๆไปบ้างแล้วล่ะ ซึ่งเท่าที่ผมเล็งๆเอาไว้ (แต่ยังไม่ยิง) ก็คือหัวข้อของ Web service, Mobile Application, Open Source Application Extension แต่ก็อย่างว่าแหละ แต่ล่ะอันมันคืออะไรผมก็ยังไม่ค่อยรู้เลยด้วยซ้ำ แต่ด้วยความโลภที่อยากได้กะตัง ก็เลยอยากที่จะทำตามไปด้วย ระหว่างที่กำลังความคิดมืดบอด ตื้อตัน ไม่เห็นทางออกนั้น ผมก็เลยตัดสินใจไปกินข้าวก่อนดีกว่า ซึ่งระหว่างกินข้าวก็เปิดทีวีดูข่าวไปด้วย แล้วก็เจอกับข่าวที่ดังที่สุดช่วงนั้น มันคือ "แอ๊บแบ๊ว" เถียงกันแทบเป็นแทบตายว่าต้นตอมันมาจากไหน ซึ่งข่าวกำลังดังมากที่ว่านายกถึงขนาดไปถามผู้เชี่ยวชาญมา ผมว่าไอที่ว่า แบ๊วมาจากบ๊องแบ๊วก็น่าจะใช่อยู่หรอก แต่แอ๊บที่ว่ามาจาก abnormal ผมว่ามันไม่ใช่นา กลับมาประเด็นเดิมก่อนครับ ผมว่าไอเรื่องศัพท์ใหม่เนี่ยมันก็ยังโอเคนะ แต่ปัญหาที่ใกล้เคียงกันอีกอันก็คือภาษาวิบัตนี่สิ ก็เป็นประเด็นอยู่เหมือนกัน พอหลังจากกินข้าวเสร็จผมก็เลยตัดสินใจประชุมเพลิงอีกครั้งที่ห้องของผม

     ผมกะว่าจะเอาหัวเรื่องนี้แหละดีที่สุดแล้ว ระบบที่สามารถแก้คำภาษาวิบัตให้เป็นคำที่ถูกต้องได้ โดยทำเป็น Web service ซึ่งอีก 2 หน่อก็เห็นชอบแต่โดยดี ในความคิดของผมแล้ว ผมแบ่งคนเป็น 3 ประเภทนะ คนประเภทแรกคือคนธรรมดาที่จะปล่อยให้ตัวเองพัดพาโดยกระแสลม ลอยตามลมไปเรื่อยๆ เขาไปทางไหนกันเราก็ไปกับเขามั่ง ส่วนคนประเภทที่สองผมให้ชื่อว่าคนเหนือคน คือคนที่สามารถต้านกระแสลมไปได้ถึงลมจะพัดแรงแค่ไหนก็ไม่ปล่อยตัวให้ไปตามลม ถ้าไม่ใช่ทางที่ถูกต้อง ซึ่งผมเคยคิดว่าคนประเภทที่แหละยอดเยี่ยมที่สุด แต่ผมก็กลับค้นพบคนประเภทที่สามคือสุดยอดคน ไม่ใช่ถูกพัดโดยลมเรื่อยไป ไม่ต้องฟ่าสายลมได้เสมอ แต่กลมกลืนไปกับธรรมชาติ หากว่าลมพัดไปทางไหนก็ใช้ลมให้เป็นประโยชน์กับตนเอง ใช้ประโยชน์จากธรรมชาติให้มากที่สุด เอ๊ะ! เอ็งจะเขียนโปรแกรมแล้วเกี่ยวอะไรกับประเภทคนเล่า? เปล่าครับผม เจตนาผมไม่ได้คิดที่จะสาธยายความให้มันคล้ายหนังจีน แต่ผมอยากจะเปรียบเทียบว่าในตอนนั้นผมคิดว่าโครงงานที่ตัวเองคิดนั้น เป็นโครงงานที่เหมือนกันคนประเภทที่สามนั่นเอง คือใช้กระแสให้เป็นประโยชน์ ซึ่งผมมั่นใจในไอเดียนี้ทีเดียว (แต่ไม่มั่นใจว่าเขียนออกมาเป็นยังไง - -)

 

     แน่นอนว่าหัวข้อโครงงานก็มีแล้ว งั้นก็เริ่มพิมพ์ข้อเสนอเบื้องตนเลยสิ แต่อะไรๆก็ไม่เป็นใจขนาดนั้น ข้อเสนอที่คิดว่าง่ายดาย ก็กลับยากขึ้นเมื่อเปิดผ่านหัวข้อที่ต้องเขียน เทคนิดหรือเทคโนโลยีที่ใช้! เครื่องมือที่ใช้พัฒนา! ขอบเขตการพัฒนา! บลาๆๆ จะเขียนอะไรเนี่ย ยังไม่มีในหัวซักอย่าง มีแต่ชื่อโครงการกับรายละเอียดข่าวๆเท่านั้นเอง  อ.ที่ปรึกษา!! จะหาจากไหนล่ะ ผมเลยตัดสินใจเขียนในหัวข้อที่เขียนได้ก่อน แล้วก็กะว่าจะหาอ.ที่ปรึกษาแล้วก็คงจะถามอ.น่ะแหละครับ ว่ารายละเอียดต่างๆจะเขียนแล้วก็จะทำไงดี

     ยังไม่จบครับแต่กลัวคนอ่านจะเบื่อกันซะก่อนเลยขอพักไว้แค่นี้ก่อนแล้วกัน ไว้ต่อตอนหน้าครับผม (หุหุ มีเรื่องอัพแล้ว)

2008/Mar/13

คิดว่าทุกคนที่อ่านบล็อคนี้คงคุ้นเคยกับการเช็คอีเมลเป็นอย่างดี ( เพิ่งรู้เหมือนกัน ว่าคำที่เขียนถูกของ e-mail คือ "อีเมล" ไม่ใช่ "อีเมล์" ) อย่างรับส่งเมลที่เป็นงาน ฟอร์เวิร์ดเมลที่มีสาระบ้าง ช่วยเหลือคนนู้นคนนี้บ้าง หรือแม้กระทั่งถ้าไม่ส่งต่อไปไปอีกเจ็ดถึงเก้าคนจะอย่างนู้นอย่างนี้บ้าง และแน่นอนครับ ทุกคนคงจะเคยเจอกับเมล์ประเภทนี้บ้างแหละ

"อันตรายห้ามเข้า website ต่อไปนี้เป็นอันขาด"

-- ห้ามเปิดเว็บนี้เด็ดขาด --

เว็บ sommut.co.th
และ summut2.com
ปล่อย ไวรัส
อย่าเปิดแถมข้อมูลยังโดนแฮ็กด้วย(ดีว่าไม่โดนฮอลล์ = =")
บอกต่อด้วย เตือนทุกคนด้วย
ส่งต่อด้วยยังไม่มีวิธีแก้ไข
ไม่ควรเปิด
เว็บ sommut.co.th
และ summut2.com
***** ขอย้ำว่า FORWARD ต่อด้วย นะ *****

ผมล่ะไม่เข้าใจจริงๆว่าตกลงไม่ให้เข้าใช่มั้ยนั่น แต่พี่แกก็เล่น พิมพ์ซะตัวใหญ่ผิดปกติ แถมยังติดลิงค์มาให้แบบว่าคลิ๊กได้ทันทีเลย ที่สำคัญคือเขียนมาตั้ง 2-3 ที กลัวไม่กดเข้าไปหรือยังไงเนี่ย? ก็เลยยังงงๆว่าตกลงว่าอันตรายใช่มะ อย่าเข้าใช่มะ แล้วจะติดลิงค์มาเพื่อ...

2008/Mar/03

ไม่ได้เขียนมาปีกว่าได้แล้วล่ะมั้ง ช่วงหลังๆนี้ผมไม่ค่อยมีเวลาเท่าไหร่เลยน่ะ แค่เดินทางไปกลับมหาลัยก็หายไปครึ่งวันแล้วล่ะมั้ง ก็เลยว่างเว้นจากการอัพเดทไปนาน (ยังแก้ตัวได้เรื่อยๆ) พอดีเห็นโปรแกรมเด็ดๆ บวกกับความอยากอัพก็เลย กลับมาเปิดไหดองซะหน่อย

ไอเจ้าโปรแกรมที่ว่านี้ก็ไม่ใช่โปรแกรมที่แปลกประหลาดอะไรมากหรอกครับ มันคือโปรแกรม screen saver ธรรมดานี่ล่ะครับ แต่ที่พิเศษกว่าตัวอื่นๆก็คงจะเป็นไอเดียของคนทำซะมากกว่า โดยที่มันจะแสดงเป็นภาพ blue screen เหมือนกับเวลาที่เครื่องมีปัญหาเป๊ะเลย แล้วก็จะออกจาก screen saver mode ก็ต้องกดปุ่มที่คีย์บอร์ดเท่านั้น จะใช้การขยับเมาส์เอาไม่ได้ครับ

เจ้าโปรแกรมที่ว่านี้มีชื่อว่า BlueScreen Screen Saver v3.2 ครับ ก็โหลดมาลองเล่น (กับเครื่องเพื่อน) ได้ที่ http://technet.microsoft.com/en-us/sysinternals/bb897558.aspx ครับ

ดูเหมือนวันนี้ไม่ค่อยจะมีเรื่องเท่าไหร่แต่ก็ถือเป็นฤกษ์ดีในการกลับมาอัพอีกครั้งในรอบกี่ปีก็ไม่รู้

edit @ 3 Mar 2008 23:46:22 by Remixman